การทำงานภายในห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ความแม่นยำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่เครื่องมือหรือฝีมือของนักวิจัยเท่านั้น แต่ “สภาพแวดล้อม” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องของแสงและเสียง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้งคุณภาพของผลการวิจัยและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในห้องแล็บ
การควบคุมความเข้มแสง (Lighting Level) ให้เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยลดความล้าของสายตา แต่ยังช่วยให้การสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ ในงานแล็บแม่นยำยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันการตรวจวัดระดับเสียง (Sound Level) เพื่อควบคุมมลภาวะทางเสียงที่เกิดจากเครื่องจักรกลหนักหรือระบบระบายอากาศก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย บทความนี้จะเจาะลึกว่าทำไมการทดสอบและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานของห้องปฏิบัติการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรไม่ควรละเลย
ทำไมต้องทดสอบแสงและเสียงในห้องปฏิบัติการ
การทดสอบแสงและเสียงในห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความแม่นยำของผลการทดลอง ความปลอดภัยของบุคลากร และประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะในพื้นที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพออาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการอ่านค่าเครื่องมือหรือการทำงานที่ต้องใช้สายตาอย่างละเอียด หรือการทำงานในพื้นที่ที่มีระดับเสียงสูงเกินมาตรฐานอาจรบกวนสมาธิ ส่งผลต่อการสื่อสาร หรือสร้างความเครียดให้กับผู้ปฏิบัติงานในห้องแล็บ
ดังนั้นการตรวจวัดค่า Lighting Level และ Sound Level จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการทำงาน เพื่อช่วยให้สามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมในห้องแล็บให้เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
คลิกอ่านเพิ่มเติม : การทดสอบความเข้มแสง (Lighting Level) และระดับเสียง (Sound Level) ในห้องคลีนรูม
มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงในการทดสอบแสงและเสียง
การทดสอบแสงและเสียงจำเป็นต้องอ้างอิงมาตรฐานสากลที่กำหนดขั้นตอน วิธีการวัด และเกณฑ์การประเมินผลอย่างชัดเจน เพื่อให้ผลการตรวจวัดมีความถูกต้องและสามารถนำไปใช้งานได้จริง
มาตรฐานที่นิยมใช้เป็นแนวทางในการทดสอบ ได้แก่
- NEBB Procedure Standards for Certified Testing of Cleanrooms (2009 – Third Edition)
- IEST Recommended Practice – IEST-RP-CC006.3 Testing Cleanrooms
ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดวิธีการตรวจวัดสภาพแวดล้อมภายในห้องคลีนรูม (Cleanroom) และห้องปฏิบัติการ (Laboratory) รวมถึงแนวทางการทดสอบค่าความเข้มแสงและระดับเสียงเพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ทำงานมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบแสงและเสียง
การตรวจวัดค่าความเข้มแสงและระดับเสียงต้องใช้อุปกรณ์ตรวจวัดที่มีความแม่นยำและผ่านการสอบเทียบ (Calibration) ตามมาตรฐาน เพื่อให้ผลการวัดมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือตามหลักสากล โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบหลัก ๆ ได้แก่
- เครื่องวัดแบบมิเตอร์ดิจิตอลมัลติฟังก์ชันพร้อมโพรบวัดแสง (Digital Multi-Function Meter with Lux Probe)
เครื่องมือวัดปริมาณความเข้มของแสงสว่างในสภาพแวดล้อมที่ถูกกำหนดไว้ มีหน่วยวัดเป็นลักซ์ (Lux) หรือฟุตแคนเดิล (Foot-candle : fc) ซึ่งประกอบด้วยเซ็นเซอร์แสงและจอแสดงผล โดยใช้หัววัดหรือโพรบ (Lux Probe) เพื่อรับค่าปริมาณแสงที่ตกกระทบบนพื้นที่ทำงานและถูกแสดงผลผ่านหน้าจอ
- เครื่องวัดระดับเสียง (Sound Level Meter)
เครื่องมือวัดระดับเสียงในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยแสดงผลเป็นหน่วยเดซิเบล (dB) ซึ่งประกอบด้วยไมโครโฟนเพื่อตรวจจับเสียงและวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับแปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณที่สามารถวัดและแสดงผลได้
จุดทดสอบที่จำเป็นภายในห้องปฏิบัติการ
การตรวจวัดแสงและเสียงควรดำเนินการในตำแหน่งที่มีการใช้งานจริงของบุคลากร เพื่อให้ได้ค่าที่สะท้อนสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างแท้จริง โดยมีจุดตรวจวัดที่สำคัญภายในห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ดังต่อไปนี้
- บริเวณโต๊ะปฏิบัติการ (Laboratory Workbench) : จุดที่ทำการทดลองและใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ หรือบริเวณจุดที่ใช้สายตาในการทำงานอย่างละเอียด
- บริเวณเครื่องมือวิทยาศาสตร์ (Instrument Area) : บริเวณเครื่องมือวิเคราะห์หรือเครื่องมือวัดที่ต้องการความแม่นยำสูง
- บริเวณตู้ดูดควัน (Fume Hood Area) : พื้นที่ตรวจวัดเพื่อประเมินผลกระทบจากเสียงของระบบระบายอากาศและพัดลมดูดอากาศ
- พื้นที่เตรียมสารหรือเตรียมตัวอย่าง (Preparation Area) : พื้นที่ที่มีการเตรียมสารเคมีหรือเตรียมตัวอย่างก่อนการทดลอง
- บริเวณทางเดินภายในห้องปฏิบัติการ (Laboratory Corridor / Circulation Area) : บริเวณพื้นที่ที่ประเมินสภาพแสงสว่างและเสียงในพื้นที่สัญจรของบุคลากร
- บริเวณที่มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดเสียง (Equipment / Mechanical Area) : พื้นที่ที่มีการติดตั้งเครื่องจักร เครื่องปั๊ม หรือระบบระบายอากาศที่อาจสร้างเสียงรบกวนในการทำงาน
เกณฑ์ค่ามาตรฐานแสงและเสียงในห้องปฏิบัติการ
การประเมินค่าของความเข้มแสงและระดับเสียงภายในสถานที่ทำงานต้องอ้างอิงตามข้อกำหนดของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ทำงานมีความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน สำหรับประเทศไทยการตรวจวัดสามารถอ้างอิงตาม ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้แก่
- ประกาศเกี่ยวกับเสียง : ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทํางานในแต่ละวัน
อ้างอิงตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน เกี่ยวกับระดับเสียง พ.ศ. 2561
-
- นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงมิให้ลูกจ้างได้รับสัมผัสเสียงในบริเวณสถานประกอบกิจการที่มีระดับเสียงสูงสุด (Peak Sound Pressure Level) ของเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (Impact or Impulse Noise) เกิน 140 เดซิเบล (dB) หรือได้รับสัมผัสเสียงที่มีระดับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (Continuous Steady Noise) เกินกว่า 115 เดซิเบลเอ (dBA)
-
- นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาการทํางานในแต่ละวัน (Time Weighted Average-TWA) มิให้เกินมาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกําหนด
-
- โดยค่ามาตรฐานสำคัญสำหรับระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดการทำงานไม่ควรเกิน 85 เดซิเบลเอ (dBA)
ข้อมูลอ้างอิง : ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทํางานในแต่ละวัน, จาก https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/019/15.PDF
- ประกาศเกี่ยวกับแสงสว่าง : ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง
อ้างอิงตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจวัดระดับแสงสว่างในสถานที่ทำงาน พ.ศ. 2561
-
- นายจ้างต้องจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอต่อการทำงาน และต้องมีการตรวจวัดระดับแสงสว่างไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกําหนด
-
-
- บริเวณพื้นที่ทางเดินหรือสัญจร : บริเวณพื้นที่ทั่วไปที่มีการสัญจรของบุคคล หรือยานพาหนะในภาวะปกติ และบริเวณที่มีการสัญจรในภาวะฉุกเฉิน ระดับแสงสว่างโดยประมาณ 100-200 ลักซ์ (Lux)
-
- ทางสัญจรในภาวะฉุกเฉิน เช่น ทางออกฉุกเฉิน เส้นทางหนีไฟ บันไดทางฉุกเฉิน
- ภายนอกอาคาร เช่น ลานจอดรถ ทางเดิน บันได ประตูทางเข้าใหญ่ของสถานประกอบกิจการ
- ภายในอาคาร เช่น ทางเดิน บันได ทางเข้าห้องโถง ลิฟต์
-
- บริเวณพื้นที่ทางเดินหรือสัญจร : บริเวณพื้นที่ทั่วไปที่มีการสัญจรของบุคคล หรือยานพาหนะในภาวะปกติ และบริเวณที่มีการสัญจรในภาวะฉุกเฉิน ระดับแสงสว่างโดยประมาณ 100-200 ลักซ์ (Lux)
-
-
-
- บริเวณพื้นที่ทั่วไป : พื้นที่ใช้ประโยชน์ทั่วไป พื้นที่ใช้ประโยชน์ในสำนักงาน พื้นที่ใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิตหรือการปฏิบัติงาน เช่น งานทั่วไป/งานในห้องปฏิบัติการ ระดับแสงสว่างโดยประมาณ 300-500 ลักซ์ (Lux)
-
-
-
- ลักษณะงาน : งานที่ต้องใช้ความละเอียดสูง หรืองานที่ชิ้นงานมีขนาดเล็ก สามารถมองเห็นได้แต่ไม่ชัดเจน และมีความแตกต่างของสีน้อย ต้องใช้สายตาในการทำงานมาก เช่น การปฏิบัติงานที่ชิ้นงานมีขนาดตั้งแต่ 25 ไมโครเมตร (0.025 มิลลิเมตร) หรืองานปรับเทียบมาตรฐานความถูกต้องและความแม่นยำของอุปกรณ์ ระดับแสงสว่างโดยประมาณ 750-1,000 ลักซ์ (Lux)
-
ข้อมูลอ้างอิง : ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง, จาก https://greenoffice.rsu.ac.th/law/law4_2.pdf
Q&E INTERNATIONAL รับตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อมาตรฐานความปลอดภัย
Q&E INTERNATIONAL รับตรวจวัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อมาตรฐานความปลอดภัย ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ และห้องปฏิบัติการ (Laboratory)
ให้บริการทดสอบและรับรองผลโดยจป.วิชาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรองรายงานการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และใช้อุปกรณ์ตรวจวัดที่แม่นยำและได้มาตรฐานตามที่กำหนด ตลอดจนรายงานผลพร้อมใช้งานจริง
ติดต่อเรา Q&E INTERNATIONAL ได้ที่ช่องทาง
Call: 095-748-7312, 081-595-3011
LINE ID: @248hrupy
Facebook: บริษัท คิว แอนด์ อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
Email: [email protected], [email protected]








