เคยไหม…ทำงานหรืออยู่ในอาคารนาน ๆ แล้วรู้สึกปวดหัว ตาแห้ง คัดจมูก หรือเหนื่อยล้าแบบไม่ทราบสาเหตุ? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคตึกเป็นพิษ” (Sick Building Syndrome: SBS) ปัญหาที่มักซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ในหลายอาคาร ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน โรงเรียน หรือแม้แต่บ้านของเรา
สาเหตุหนึ่งมาจากคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality: IAQ) ที่ไม่เหมาะสม ทั้งมลภาวะทางอากาศ ฝุ่นละออง สารเคมี กลิ่นอับ หรือระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังบั่นทอนสมาธิและประสิทธิภาพการทำงานแบบไม่รู้ตัวอีกด้วย
แล้วสาเหตุที่แท้จริงของโรคตึกเป็นพิษเกิดจากอะไรกันแน่? และเราจะมีแนวทางในการตรวจสอบคุณภาพอากาศและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร เพื่อฟื้นฟูอากาศให้กลับมาบริสุทธิ์และปลอดภัยต่อสุขภาพอีกครั้ง บทความนี้จะชวนคุณมาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ลึกซึ้ง พร้อมแนวทางการป้องกันที่สามารถทำได้จริง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสุขภาพที่ดีสู่ทุกพื้นที่ในอาคารกัน!
โรคตึกเป็นพิษ (Sick Building Syndrome) คืออะไร?
โรคตึกเป็นพิษ หรือ Sick Building Syndrome (SBS) คือ อาการผิดปกติที่ผู้ใช้งานหรือผู้อยู่อาศัยในอาคารเกิดอาการเจ็บป่วยอย่างเฉียบพลันเมื่อเผชิญกับมลภาวะภายในอาคาร เช่น ปวดศีรษะ ระคายเคืองตา จมูก ลำคอ ไอจาม คันตามผิวหนัง หรือหากผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วอาจทำให้อาการแพ้กำเริบมากขึ้น เป็นต้น
ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อออกจากพื้นที่ดังกล่าว และกลับมาเป็นอีกครั้งเมื่อเข้าไปในอาคารเดิม โดยสาเหตุมักเกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality : IAQ) ที่ไม่ดี มีการสะสมของมลพิษ ฝุ่น เชื้อโรค แบคทีเรีย หรือเชื้อรา และมีการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอนั่นเอง
“โรคตึกเป็นพิษ” เกิดขึ้นได้อย่างไร?
โรคตึกเป็นพิษเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยซึ่งไม่ได้มาจากเชื้อโรคโดยตรง แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมและคุณภาพอากาศภายในอาคารที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ ได้แก่
- การระบายอากาศไม่เพียงพอ: ระบบปรับอากาศที่ออกแบบมาไม่ดี มีช่องระบายอากาศน้อย หรือไม่ได้บำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การหมุนเวียนอากาศไม่ดีพอจนทำให้เกิดการสะสมของมลพิษต่าง ๆ ที่อยู่ภายในอาคาร
- มลพิษจากแหล่งกำเนิดภายในอาคาร: แหล่งมลพิษที่มาจากเฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง สีทาผนัง หรือเครื่องใช้สำนักงาน เช่น เครื่องถ่ายเอกสารที่ปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) รวมถึงควันบุหรี่ และฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
- มลพิษจากแหล่งกำเนิดภายนอกอาคาร: ถึงแม้จะอยู่ในอาคารแต่ก็อาจได้รับมลพิษจากภายนอก เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันจากท่อไอเสียรถ หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เล็ดลอดเข้ามาผ่านทางรอยรั่วหรือช่องโหว่ของอาคาร
- สารปนเปื้อนด้านชีวภาพ: หากอาคารเกิดความชื้นสูงอาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อราและแบคทีเรียบริเวณที่มีน้ำรั่วซึม พรมที่เปียกชื้น หรือภายในท่อระบายอากาศ รวมถึงยังมีสิ่งปนเปื้อนอื่น ๆ ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ มูลสัตว์ และขนสัตว์ เป็นต้น
- สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม: ปัจจัยทางกายภาพอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น อุณหภูมิและความชื้นที่ผิดปกติ แสงสว่างที่ไม่เพียงพอหรือสว่างจ้าเกินไป หรือเสียงรบกวนที่มากเกินไป ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดและรู้สึกไม่สบายตัวจนเป็นโรคตึกเป็นพิษได้
ผลกระทบต่อร่างกายจาก “โรคตึกเป็นพิษ”
อาการของโรคตึกเป็นพิษ (Sick Building Syndrome) จะไม่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง และคล้ายคลึงกับอาการของโรคทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือภูมิแพ้ แต่จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในอาคารเท่านั้น และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อออกมาจากพื้นที่ดังกล่าว
โดยอาการของ “โรคตึกเป็นพิษ ” ที่พบบ่อยมีดังต่อไปนี้:
- ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก
- รู้สึกระคายเคืองดวงตา หู จมูก และลำคอ
- ไอ จาม คัดจมูก หรือมีน้ำมูกไหลไม่หยุด
- อาการทางผิวหนัง ผิวแห้ง คัน หรือมีผื่นขึ้นตามตัว
- ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อาการแพ้กำเริบมากขึ้น ไอจามรุนแรง
แนวทางป้องกันและแก้ไข “โรคตึกเป็นพิษ”
การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคตึกเป็นพิษไม่ใช่เรื่องยาก เพื่อให้ทุกคนในอาคารได้หายใจอย่างสะอาดและปลอดภัย เจ้าของโครงการหรือผู้จัดการอาคารจึงต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและครบถ้วนในการดูแลคุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อมภายในอาคาร โดยมีแนวทางในการป้องกันและแก้ไข ได้แก่
- ตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) อย่างสม่ำเสมอ
- หมั่นทำความสะอาดจุดต่าง ๆ เพื่อลดสิ่งสกปรกภายในอาคาร
- กำจัดแหล่งกำเนิดมลพิษภายในอาคารที่ก่อให้เกิดโรคตึกเป็นพิษ
- ควบคุมสภาพแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้อยู่อาศัย
- ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพ
- เพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือปลูก “ต้นไม้ฟอกอากาศ” เพื่อช่วยลดมลพิษ
- ติดตั้งพัดลมระบายอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศเพื่อปรับสภาพอากาศ
ตรวจสอบคุณภาพอากาศ (IAQ) ให้สะอาด ปลอดภัย โดย “Q&E INTERNATIONAL”
การตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคาร หรือ Indoor Air Quality (IAQ) เป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้อาคารทุกคน การมีอากาศสะอาด ปราศจากมลพิษ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตึกเป็นพิษ (Sick Building Syndrome) และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในอาคาร (Indoor Air Pollution)
บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ:
- การตรวจวัดคุณภาพอากาศในอาคาร (Indoor Air Quality : IAQ) สำคัญอย่างไร?
- 5 เหตุผลที่ควรตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคาร IAQ (Indoor Air Quality)
- 10 รายการสำคัญ สำหรับ IAQ : การตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคาร
“Q&E INTERNATIONAL” พร้อมให้บริการตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) อย่างครบวงจร ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ โดยใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐานอ้างอิงตามข้อกำหนดของกรมอนามัยและมาตรฐาน ASHRAE เพื่อวัดและวิเคราะห์ค่ามลพิษต่าง ๆ ได้แก่
การทดสอบสภาวะความสบาย (Thermal Comfort Test)
- อุณหภูมิ (Temperature)
- ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity)
- การเคลื่อนที่ของอากาศ (Airflow)
การทดสอบทางเคมี (Chemical Test)
- คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide : CO₂)
- คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide : CO)
- ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde)
- สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)
- ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น PM2.5 และ PM10
การทดสอบทางชีวภาพ (Biological Test)
- เชื้อแบคทีเรียรวม (Total Bacteria count : TBC)
- เชื้อรารวม (Total Fungal Count : TFC)
ติดต่อเรา Q&E INTERNATIONAL ได้ที่ช่องทาง
Call: 095-748-7312, 081-595-3011
LINE ID: @248hrupy
Facebook: บริษัท คิว แอนด์ อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
Email: [email protected], [email protected]








