02-019-7296 | 081-595-3011 | 095-748-7312

“โอโซน (Ozone: O₃)” เมื่อมิตรแท้ของโลก กลายเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพ

“โอโซน (Ozone: O₃)” เมื่อมิตรแท้ของโลก กลายเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพ

เมื่อพูดถึง “โอโซน (Ozone หรือ O₃)” หลายคนมักจะนึกถึงโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ที่คอยปกป้องโลกจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นเกราะคุ้มกันโลกที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และปกป้องสิ่งมีชีวิตจากอันตรายของรังสี UV ที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังหรือปัญหาทางสายตา

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าโอโซน (Ozone) ที่อยู่ใกล้พื้นโลก โดยเฉพาะในอาคารหรือพื้นที่ปิดกลับกลายเป็น “ภัยเงียบ” ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality: IAQ) ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ได้อย่างคาดไม่ถึง

เราจึงขอพาคุณไปทำความรู้จัก “โอโซน” ในอีกแง่มุมหนึ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ ทั้งประโยชน์ที่ปกป้องโลกของเราและอันตรายที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังความเชื่อผิด ๆ เรื่องการสูดโอโซนให้เต็มปอดที่แท้จริงแล้วเป็นมลพิษทางอากาศ (Air Pollution) ที่หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดผลเสียรุนแรงต่อระบบหายใจ และในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โอโซน คืออะไร? มีแหล่งกำเนิดมาจากไหน

โอโซน คืออะไร? มีแหล่งกำเนิดมาจากไหน

Ozone (O₃) หรือ โอโซน คือ ก๊าซไม่มีสีและมีกลิ่นเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและสามารถผลิตขึ้นมาได้โดยการใช้อากาศร่วมกับไฟฟ้า ซึ่งโอโซนเป็นโมเลกุลของออกซิเจนที่ประกอบไปด้วยออกซิเจน 3 อะตอม และมีความสามารถในการออกซิไดซ์สูง สามารถทำปฏิกิริยากับสารอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณสมบัตินี้เองที่เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นทั้งประโยชน์และโทษของโอโซนนั่นเอง

โอโซนสามารถพบได้มากที่สุดในชั้นบรรยากาศของโลกที่เรียกว่า “ชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere)” ถึงร้อยละ 90 โดยระดับความสูงประมาณ 50 กิโลเมตรจากพื้นดิน ส่วนอีกร้อยละ 10 ที่เหลือจะพบใน “ชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere)” ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่ต่ำที่สุดของโลก ระดับความสูงอยู่ที่ประมาณ​ 10-12 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน 

แหล่งกำเนิดของโอโซน

  • โอโซนจากธรรมชาติ: โอโซนในชั้นบรรยากาศ “สตราโตสเฟียร์” ที่อยู่สูงเหนือพื้นโลกเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์กับออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ หรือเกิดจากปฏิกิริยาไฟฟ้าแรงสูงจากการเกิดฟ้าผ่า
  • โอโซนใกล้พื้นโลก: โอโซนในระดับพื้นดิน “ชั้นโทรโพสเฟียร์ ” ส่วนใหญ่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น มลพิษจากไอเสียรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิง รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น

 

บทบาทของโอโซนในชั้นบรรยากาศที่ช่วยปกป้องโลก

บทบาทของโอโซนในชั้นบรรยากาศที่ช่วยปกป้องโลก

Ozone ในชั้นบรรยากาศส่วนใหญ่จะสะสมตัวอยู่ในชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) ซึ่งอยู่เหนือพื้นโลกประมาณ 10-50 กิโลเมตร เรามักเรียกบริเวณที่มีความเข้มข้นของโอโซนสูงว่า “ชั้นโอโซน” (Ozone Layer) ซึ่งโอโซนในชั้นนี้มีหน้าที่สำคัญคือ ช่วยดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ (UV) ที่เดินทางมาถึงพื้นผิวโลก โดยเฉพาะรังสี UV-B และ UV-C ซึ่งเป็นรังสีที่อันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ มนุษย์ และระบบนิเวศโดยรวม

โอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของชีวิตบนโลกที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัยจากรังสีอันตรายที่มองไม่เห็น พร้อมทั้งช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศทั้งบนบกและในน้ำอีกด้วย

 

ความเข้าใจผิด ๆ เรื่องการสูดโอโซนให้เต็มปอด

ความเข้าใจผิด ๆ เรื่องการสูดโอโซนให้เต็มปอด

ถึงแม้ว่า “โอโซน” (Ozone: O₃) จะเป็นก๊าซที่มีประโยชน์ในชั้นบรรยากาศของโลก แต่กลับมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโอโซนที่ถูกเผยแพร่ในวงกว้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า “การสูดโอโซนให้เต็มปอด” ให้ร่างกายสดชื่น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะโอโซนในระดับพื้นดินไม่ใช่อากาศบริสุทธิ์แต่จัดเป็น “ก๊าซพิษ” หรือ “มลพิษทางอากาศ” ที่หากเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น เกิดอาการระคายเคือง แน่นหน้าอก หายใจลำบาก และระยะยาวอาจส่งผลให้การทำงานของปอดลดลง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง 

เพราะฉะนั้นโอโซนไม่ใช่ออกซิเจนที่ดีต่อร่างกาย แต่สามารถผลิตขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายด้าน เช่น ฆ่าเชื้อโรค กำจัดกลิ่นเหม็นอับ หรือการฟอกสี และบำบัดน้ำเสียให้สะอาด เป็นต้น ดังนั้นการนำโอโซนมาใช้ควรจะระมัดระวังและอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ก๊าซพิษเข้าสู่ร่างกายนั่นเอง

 

ผลกระทบของโอโซนต่อร่างกายมนุษย์

โอโซน (Ozone) สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ ซึ่งความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของโอโซน ระยะเวลาที่สัมผัส และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยมีผลกระทบต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา จมูก และลำคอ 
  • เกิดผลข้างเคียงปวดศีรษะ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก
  • ลดประสิทธิภาพของการทำงานของปอด
  • กระตุ้นหรือทำให้อาการของโรคหอบหืดรุนแรงขึ้น
  • ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบไหลเวียนโลหิต
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

 

ปริมาณโอโซนที่เหมาะสมภายในอาคาร

หลายคนคงจะสงสัยว่าหลายแห่งมีการนำโอโซน (Ozone) มาใช้ในการฟอกอากาศและฆ่าเชื้อในบ้านและอาคารด้วยคุณสมบัติในการกำจัดกลิ่น ฆ่าเชื้อโรค และยับยั้งแบคทีเรีย แต่ในขณะเดียวกันโอโซนในพื้นที่ปิดกลับส่งผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality: IAQ) ให้แย่ลง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยได้โดยตรง

ดังนั้นเป้าหมายหลักในการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) จึงเป็นการทำให้ระดับความเข้มข้นของโอโซน (Ozone) อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือใกล้เคียงศูนย์มากที่สุด โดยทางกรมควบคุมมลพิษได้กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ โดยมีค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศโดยทั่วไปเกี่ยวกับค่าพารามิเตอร์ของระดับโอโซน ดังนี้

  • ปริมาณก๊าซโอโซน (O₃) ตกค้างในอากาศ
    • ไม่เกิน 0.10 ppm. (0.20 มก/ลบ.ม.) สำหรับค่าเฉลี่ยความเข้มข้นในเวลา 1 ชั่วโมง
    • ไม่เกิน 0.07 ppm. (0.14 มก/ลบ.ม.) สำหรับค่าเฉลี่ยความเข้มข้นในเวลา 8 ชั่วโมง

 

วิธีป้องกันและจัดการกับโอโซนในอาคาร

การจัดการกับโอโซนในอาคารเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) ดังนั้นจึงต้องป้องกันและจัดการกับระดับความเข้มข้นของโอโซนในอาคารไม่ให้มีปริมาณมากเกินระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยมีแนวทางปฏิบัติได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์สำนักงานรุ่นที่สามารถปล่อยโอโซนออกมาได้
  • ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศเพื่อช่วยดูดซับโอโซนและมลพิษทางอากาศในอาคาร 
  • เปิดประตูและหน้าต่างเพิ่มการระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของโอโซนภายในอาคาร
  • ติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศ (IAQ Monitor) หรือทำการตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ

 

ตรวจวัดความเข้มข้นของโอโซน (O₃) ในอาคาร กับ Q&E INTERNATIONAL ผู้เชี่ยวชาญการทดสอบคุณภาพอากาศ (IAQ

Q&E INTERNATIONAL รับตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality : IAQ) เพื่อตรวจวัดระดับความเข้มข้นของค่าโอโซน (Ozone) รวมถึงก๊าซอื่น ๆ ที่เป็นมลพิษทางอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Pollution) เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5/PM10, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หรือสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ฯล​ฯ โดยใช้เครื่องมือและหลักเกณฑ์ทดสอบที่อ้างอิงกรมอนามัย องค์การอนามัยโลก (WHO) และมาตรฐาน ASHRAE พร้อมรายงานผลตามมาตรฐานสากลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและน่าเชื่อถือที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ โรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรม ให้เราช่วยดูแลคุณภาพอากาศภายในอาคารของคุณ ด้วยบริการตรวจวัดที่แม่นยำ รวดเร็ว และเชื่อถือได้

 

บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ: 

 

ติดต่อเรา Q&E INTERNATIONAL ได้ที่ช่องทาง

Call: 095-748-7312, 081-595-3011

LINE ID: @248hrupy

Facebook: บริษัท คิว แอนด์ อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 

Email: [email protected], [email protected]

Share :

ข่าวสารที่น่าสนใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า