การทำหัตถการในห้องทันตกรรมหรือคลินิกทำฟัน (Dental Clinic) ส่วนใหญ่มักก่อให้เกิดละอองฟุ้งกระจาย หรือละอองลอย (Aerosol) ที่ปะปนไปกับเชื้อแบคทีเรียและไวรัสลอยอยู่ในอากาศ หากไม่มีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคภายในคลินิกทำฟันได้ทั้งต่อทันตแพทย์ ผู้ช่วย รวมถึงตัวผู้ป่วยเอง
ดังนั้น “เครื่องฟอกอากาศห้องทันตกรรม” หรือ “Air Purifier” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพอากาศให้สะอาด ปลอดภัย และลดการปนเปื้อนในอากาศที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องฟอกอากาศที่มีการติดตั้งแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA Filter) หรือระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพการกรองอากาศผ่านระบบ HEPA Filtration System ที่ช่วยในการกรองอนุภาคหรือเชื้อโรคที่ลอยอยู่ในอากาศที่มีอนุภาคขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอน
เพราะฉะนั้นการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องทันตกรรม หรือการใส่ใจในการออกแบบและดูแลระบบปรับอากาศ (HVAC System) สำหรับคลินิกทำฟัน จึงกลายเป็นเรื่องที่คลินิกหรือสถานพยาบาลทุกแห่งควรให้ความสำคัญ เพื่อความสะอาดและปลอดภัยต่อทุกฝ่ายจากความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยและคุณภาพอากาศที่ดีสำหรับผู้ใช้บริการและผู้ปฏิบัติงาน
ทำไม “คุณภาพอากาศ” จึงสำคัญในห้องทันตกรรม
“ห้องทันตกรรม” จัดเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการแพร่กระจายเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อนในอากาศ เนื่องจากหัตถการทางทันตกรรมส่วนใหญ่มีการใช้เครื่องมือที่ทำให้ละอองฟุ้งกระจายและเกิดละอองลอย เช่น การกรอฟัน การขูดหินปูน รวมถึงการใช้หัวฉีดน้ำและลมในการล้างฟัน
สาเหตุเหล่านี้เองจึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อที่ฟุ้งกระจายออกมาจากเลือด น้ำลาย หรืออนุภาคที่ปะปนในขณะทำหัตถการจากช่องปากของผู้ป่วย ซึ่งสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมงทำให้ผู้ป่วยคนถัดไป รวมถึงทันตแพทย์และบุคลากรมีโอกาสหายใจเอาเชื้อโรคเหล่านี้เข้าไปในร่างกายนั่นเอง
ดังนั้นการควบคุม “คุณภาพอากาศ” ภายในห้องทันตกรรมคลินิกทำฟันหรือสถานพยาบาล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะอาดทั่วไป แต่เป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน ลดความเข้มข้นของเชื้อโรคในอากาศ เพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชื้อต่อบุคลากรที่ทำงานและผู้ป่วยภายในห้องทันตกรรม
การออกแบบระบบปรับอากาศสำหรับห้องทันตกรรม (Dental Clinic)
การออกแบบระบบระบายและระบบปรับอากาศสำหรับห้องทันตกรรมต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากถึงการควบคุมคุณภาพอากาศ การลดหรือเจือจางปริมาณเชื้อโรคและอนุภาคในอากาศ โดยจะต้องมีการระบายอากาศ (Ventilation) การหมุนเวียนอากาศภายใน รวมถึงการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัยในการทำงานและการใช้บริการของผู้ป่วย
- ประเภทของระบบปรับอากาศ (HVAC System)
ระบบปรับอากาศสำหรับห้องทันตกรรมมีทั้งหมด 3 ประเภทที่แนะนำ ได้แก่
-
- ระบบ Split Type หรือ VRF (Variable Refrigerant Flow)
ระบบปรับอากาศที่ให้การควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำและสามารถควบคุมได้หลายพื้นที่ ซึ่งเหมาะสำหรับห้องขนาดกลางถึงใหญ่ที่ไม่ต้องการเสียงรบกวน หรือต้องการความเงียบในการทำงาน
-
- ระบบระบายอากาศแยก DOAS (Dedicated Outdoor Air System)
ระบบระบายอากาศภายนอกอาคาร หรือเครื่องเติมอากาศภายนอกชนิดอิสระ DOAS ที่ช่วยในการแยกอากาศที่ต้องการถ่ายเทออกจากการทำความเย็นหรือความร้อน โดยทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสมก่อนจ่ายเข้าสู่อาคาร ซึ่งแยกการทำงานจากระบบปรับอากาศหลัก เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในโดยเฉพาะในห้องทันตกรรมของคลินิกทำฟัน
-
- ระบบกรองอากาศ (Air Purifier)
ระบบกรองอากาศที่ใช้ร่วมกับระบบปรับอากาศหลัก โดยมีการใช้แผ่นกรองอากาศ HEPA Filter หรือ MERV 13 ขึ้นไปในการกรองอากาศที่มีฝุ่นละออง เชื้อโรค และสารเคมี เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
- ข้อกำหนดการออกแบบ (Design Criteria)
เพื่อให้ระบบปรับอากาศในคลินิกทำฟันทำงานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ควรคำนึงถึงค่ามาตรฐานที่แนะนำ ได้แก่
-
- อุณหภูมิ (Temperature) : 22-24°C
- ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) : 50-60RH%
- Air Changes per Hour (ACH) : 6-12 ACH
- ระดับเสียงรบกวน (NC) : ไม่เกิน NC 35
- การกรองอากาศ MERV 13 หรือ HEPA Filter
- Fresh Air Supply : 20–30 CFM/คน
- การถ่ายเทอากาศ : ระบบระบายอากาศ (Ventilation) ควรแยกออกจากส่วนอื่นของอาคาร
- การระบายอากาศ (Ventilation)
ระบบระบายอากาศ (Ventilation) ในห้องทันตกรรม ควรมีการเติมอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้าสู่ภายในอย่างน้อย 3 ACH โดยเครื่องเติมอากาศ OAU (Outdoor Air Unit) หรือ FFU (Fan Filter Unit) ซึ่งมีการติดตั้งแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter เพื่อช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก และมีช่องระบายอากาศ (Exhaust) ในการระบายอากาศเสียจากห้องทันตกรรมออกสู่ภายนอก รวมถึงควบคุมความดันห้อง (Room Pressure) ให้อยู่ในสภาวะห้องแรงดันลบ (Negative Pressure Room) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคออกจากห้องทันตกรรม
ตำแหน่งที่ติดตั้งช่องระบายอากาศเข้า (Supply Ventilation) และช่องระบายอากาศออก (Exhaust) ต้องอยู่ทิศทางตรงข้ามกัน รวมถึงจุดจ่ายลมเย็นและจุดระบายอากาศที่ต้องอยู่ตรงข้ามกันอีกด้วย ในส่วนของเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ควรจัดวางให้อยู่ตำแหน่งถัดจากปลายเท้าคนไข้
- ทิศทางการไหลของอากาศ (Airflow Direction)
การควบคุมทิศทางการไหลของอากาศภายในห้องทันตกรรมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยอากาศควรจะไหลจากบริเวณพื้นที่ที่สะอาดมากไปยังพื้นที่ที่อากาศสะอาดน้อยก่อนปล่อยออกจากอาคารหรือหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบปรับอากาศ ซึ่งมีการติดตั้งแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (HEPA Filter)
ข้อมูลอ้างอิง: – การจัดระบบอากาศในคลินิกทันตกรรม (ม.ป.ป.). ทันตแพทย์สมาคมแห่งประเทศไทย, จาก https://www.thaidental.or.th/main/download/upload/upload-206271727312478.pdf
– คุณภาพอากาศในคลินิกทันตกรรม Air Quality in Dental Clinic (2017). รัชนีอัมพรอร่ามเวทย์, จาก https://www.jdat.org/dentaljournal/download/2017RV0007
– การออกแบบระบบปรับอากาศสำหรับ ห้องทันตกรรม (2025). อ.เทพ สอนพื้นฐานการออกแบบงานระบบ HVAC, จาก https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0whEKPv4iHsErxh3QR2iHjSZTYC4aryhE3xVBxsEy23pGxKZXEBkU2CGcTKuyvGAKl&id=100057067405424
เครื่องฟอกอากาศที่มี HEPA Filter สำคัญต่อห้องทันตกรรมอย่างไร
การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ที่มีแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter (High-Efficiency Particulate Air Filter) ในห้องทันตกรรมคลินิกทำฟันเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่เชื้อในอากาศ เนื่องจากแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter ผลิตจากเส้นใยไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) ซึ่งถักทอจนมีขนาดเล็กมาก จึงทำให้สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กมาก ๆ ได้ตามมาตรฐานกำหนด เช่น ASHRAE Standard 52.2
โดยแผ่นกรองอากาศจะช่วยดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน ด้วยประสิทธิภาพมากกว่า 99.97% ซึ่งสามารถกรองเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ฝุ่นละออง และละอองน้ำที่เกิดจากการทำฟันในห้องทันตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากน้ำยาฆ่าเชื้อและสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในคลินิกทำฟันอีกด้วย
รอยรั่วของแผ่นกรองอากาศ (HEPA Filter) สิ่งที่คลินิกทำฟันมักมองข้าม
ถึงแม้ว่าแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter จะมีประสิทธิภาพสูงถึง 99.97% สำหรับการกรองอนุภาคในอากาศขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้ แต่การทำงานของระบบกรองอากาศอาจไม่มีประสิทธิภาพจากการติดตั้งที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่คลินิกทำฟันส่วนใหญ่มักมองข้ามนั่นคือ “รอยรั่วของแผ่นกรองอากาศ” นั่นเอง
รอยรั่วของแผ่นกรองอากาศสามารถเกิดขึ้นได้หลายจุดจากปะเก็นที่ติดตั้งไม่แน่นหนา การซีลขอบไม่สมบูรณ์ เกิดช่องว่างระหว่างกรอบของแผ่นกรองอากาศกับตัวเครื่องหรือช่องติดตั้ง หรือแผ่นกรองอากาศเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน
ซึ่งรอยรั่วเพียงเล็กน้อยนี้เองอาจทำให้อากาศเกิดการปนเปื้อนหรือเล็ดลอดผ่านรอยรั่วนั่นเข้าไปในห้องทันตกรรมได้โดยไม่ผ่านแผ่นกรองอากาศ จนทำให้คุณภาพอากาศภายในห้องลดลงและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือการติดเชื้อได้นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบด้วยวิธีเฉพาะทาง ได้แก่ “Filter Installation Overall Leak Test” ซึ่งเป็นการทดสอบรอยรั่วของแผ่นกรองอากาศเพื่อทดสอบการติดตั้งแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter ว่าไม่มีรอยรั่วเกิดขึ้นหรือมีอนุภาคใด ๆ เล็ดลอดผ่านรอยรั่วของแผ่นกรองไปได้
บทความแนะนำที่น่าสนใจ:
- ทำไมต้องทดสอบแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter ในห้องคลีนรูม
- HEPA Filter vs ULPA Filter ต่างกันอย่างไร ? เลือกแผ่นกรองอากาศแบบไหนให้เหมาะกับ Cleanroom
บริการทดสอบรอยรั่วแผ่นกรองอากาศ Filter Installation Overall Leak Test
“Q&E INTERNATIONAL” ผู้ให้บริการทดสอบรอยรั่วของแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter ที่ติดตั้งในเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ด้วยวิธีการ Filter Installation Overall Leak Test ตามมาตรฐาน ISO 14644-3 และ NEBB เพื่อทดสอบการติดตั้งแผ่นกรองอากาศ HEPA Filter ในตู้ AHU (Air Handing Unit) หรือ Exhaust และ Air Cleaner สำหรับห้องผ่าตัด ห้องผู้ป่วยติดเชื้อ เครื่องส่งลมเย็น และเครื่องฟอกอากาศห้องทันตกรรม
โดยใช้เครื่อง Generator 5D ในการปล่อยฝุ่นจำลอง PAO (Poly Alpha Olefin) ที่ความเข้มข้นของอนุภาคประมาณ 20-80 µg/l เข้าไปยังเครื่องฟอกอากาศ และใช้เครื่อง Photometer 2i ในการสแกน โดยเสียบแท่งอะคริลิกเข้าไปตรงรูที่เจาะ ซึ่งเกณฑ์ในการยอมรับของมาตรฐานค่าต้องไม่เกิน 0.01% ของความเข้มข้นที่ใส่เข้าไป
ติดต่อเรา Q&E INTERNATIONAL ได้ที่ช่องทาง
Call: 095-748-7312, 081-595-3011
LINE ID: @248hrupy
Facebook: บริษัท คิว แอนด์ อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
Email: [email protected], [email protected]








