ระบบปรับอากาศขนาดใหญ่มีกลไกสำคัญที่ทำงานอย่างหนักอยู่ตลอดเวลานั่นคือ “เครื่องทำความเย็น” หรือ “ชิลเลอร์ (Chiller)” ส่วนประกอบหลักที่ทำหน้าที่ผลิตความเย็นเพื่อลดอุณหภูมิอากาศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และทำการกระจายความเย็นไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ภายในอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือโรงงานอุตสาหกรรม เรียกได้ว่าหากชิลเลอร์หยุดทำงานหรือเกิดทำงานผิดปกติ ระบบปรับอากาศทั้งระบบก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นการรู้ทันถึงสัญญาณเตือนความผิดปกติของชิลเลอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะระบบ Air Cooled Chiller หรือ Water Cooled Chiller เพราะการตรวจพบปัญหาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความเสียหาย ยืดอายุการใช้งานของเครื่องทำความเย็น และทำให้ระบบปรับอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน รวมถึงปลอดภัยมากยิ่งขึ้นก่อนที่ปัญหาเล็กน้อยจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตใหญ่ของทั้งระบบในที่สุด
อาการผิดปกติของเครื่องชิลเลอร์ที่เสี่ยงมีปัญหา
เครื่องชิลเลอร์ (Chiller) ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 10-20 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทชิลเลอร์ เทคโนโลยี การใช้งาน และการบำรุงรักษา แน่นอนว่าเครื่องทำความเย็นที่ใช้งานมานานย่อมเสื่อมสภาพและมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นธรรมดา โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาชิ้นส่วนสึกหรอภายในจากคอนเดนเซอร์ หรือคอมเพรสเซอร์ เป็นต้น
เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบต้องหยุดทำงานกะทันหัน ผู้ดูแลระบบจึงต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน เพื่อไม่ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ในระบบ โดยปัญหาที่พบได้บ่อยในการใช้งานชิลเลอร์ทำความเย็น มีตัวอย่างดังต่อไปนี้
- ใช้พลังงานมากขึ้นในการผลิตความเย็นเท่าเดิม
- เครื่องชิลเลอร์ทำความเย็นไม่เพียงพอ
- อัตราการไหลของน้ำไม่เพียงพอหรือต่ำกว่าที่ออกแบบไว้
- ชิลเลอร์เดินรอบบ่อยหรือระบบโหลดผิดปกติ
- ค่าแรงดันหรืออุณหภูมิในระบบผิดปกติ
- เสียงดังหรือแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
- น้ำยาทำความเย็นหรือท่อน้ำเย็นรั่วซึม
4 ระบบหลักที่มักพบปัญหาในระบบ Water Cooled Chiller
เครื่องชิลเลอร์สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะการระบายความร้อน ได้แก่ ชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water Cooled Chiller) และชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air Cooled Chiller)
โดยชิลเลอร์แบบ Water Cooled Chiller จะใช้น้ำเป็นตัวกลางในการดึงความร้อนออกจากสารทำความเย็นผ่านคอนเดนเซอร์ (Condenser) และจำเป็นต้องมีหอระบายน้ำเย็นหรือหอหล่อเย็น (Cooling Tower) ในการลดอุณหภูมิน้ำเพื่อนำกลับไปใช้ในระบบ
ซึ่งปัญหาที่มักพบในชิลเลอร์ระบบ Water Cooled Chiller จะมาจาก 4 ระบบหลัก ดังต่อไปนี้
- ระบบน้ำเย็น (Chilled Water System)
- ทำหน้าที่ส่งน้ำเย็นจากชิลเลอร์ไปยังอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน เพื่อกระจายความเย็นไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ภายในอาคาร ปัญหาส่วนใหญ่ที่มักพบคือ อุณหภูมิไม่ได้ตามค่าที่ตั้งไว้ อัตราการไหลของน้ำต่ำ ความดันต่ำผิดปกติ หรือเกิดตะกรันและสิ่งสกปรกสะสมและอุดตันในท่อ
- ระบบน้ำหล่อเย็น (Condenser Water System)
- ทำหน้าที่ระบายความร้อนออกจากชิลเลอร์ผ่านคอนเดนเซอร์และคูลลิ่งทาวเวอร์ โดยปัญหาที่มักพบคือ อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นสูงเกินไป ปั๊มน้ำหล่อเย็นทำงานผิดปกติ ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงกว่าปกติ ระบบทำงานหนักขึ้นและตัดการทำงาน
- ระบบทำความเย็น (Refrigeration Circuit)
- เครื่องทำความเย็นที่ประกอบไปด้วยคอมเพรสเซอร์ วาล์ว และสารทำความเย็น (Refrigerant) ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่ สารทำความเย็นรั่ว คอมเพรสเซอร์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงาน เกิดเสียงดังผิดปกติ หรือความดันสูงหรือต่ำเกินไป
- ระบบควบคุม (Control System)
- ทำหน้าที่สั่งงานและควบคุมการทำงานของ Chiller ให้สอดคล้องกับภาระโหลดความเย็น หรือระบบปรับอากาศ ปัญหาที่มักพบคือ เซนเซอร์วัดอุณหภูมิหรือแรงดันคลาดเคลื่อน แผงวงจรควบคุมชำรุด โปรแกรมควบคุมทำงานผิดพลาด ไฟฟ้ากระชากหรือไฟไม่เสถียร
ผลกระทบต่อระบบปรับอากาศ หากชิลเลอร์ผิดปกติ
เมื่อเครื่องทำความเย็นหรือชิลเลอร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดความเย็นหลักเกิดความผิดปกติ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวเครื่องชิลเลอร์เท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังระบบปรับอากาศทั้งอาคารอย่างเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะในอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้ชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water Cooled Chiller) หรือชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air Cooled Chiller) ผลกระทบที่ตามมาสามารถสร้างความเสียหายทั้งด้านเทคนิค ค่าใช้จ่าย และการใช้งานอาคารในระยะยาวได้ ดังนี้
- ประสิทธิภาพการทำความเย็นลดลง ทำให้พื้นที่ภายในอาคารเย็นช้า เย็นไม่ทั่วถึง หรืออุณหภูมิไม่คงที่
- ปัญหาความชื้นและคุณภาพอากาศภายในอาคาร เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับชื้น
- ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเครื่องทำความเย็นต้องทำงานหนักและนานขึ้นเพื่อชดเชยประสิทธิภาพที่ลดลง
- ความเสียหายลามไปยังอุปกรณ์ส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เกิดการสึกหรอหรือเสื่อมสภาพเร็ว เนื่องจากทำงานในสภาวะผิดปกติเป็นเวลานาน
รับมืออย่างไรเมื่อตรวจพบว่าชิลเลอร์มีปัญหา
เมื่อพบว่าเครื่องทำความเย็นหรือชิลเลอร์เริ่มมีความผิดปกติหรือมีสัญญาณเตือนดังขึ้น เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายจนส่งผลกระทบต่อระบบปรับอากาศ จึงต้องรับมือตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา โดยสามารถทำได้ดังนี้
- ตรวจสอบสัญญาณแจ้งเตือน หรือ Error Code บนหน้าจอควบคุม
- ตรวจสอบอุณหภูมิน้ำเข้า-ออกของชิลเลอร์
- ตรวจสอบระดับน้ำยาทำความเย็น และช่วงความดัน
- ตรวจสอบอัตราการไหลของน้ำ Pressure Gauge และ Flow Meter
- ตรวจสอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ มอเตอร์ ปั๊มน้ำ หรือคูลลิ่งทาว์เวอร์
- ตรวจสอบสภาพภายนอกของท่อ วาล์ว และฟิลเตอร์
- ตรวจสอบคราบหรือตะกรันที่คอยล์ระบายความร้อนและน้ำหล่อเย็น
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เบรกเกอร์ และอุปกรณ์ควบคุมอื่น ๆ
- ติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและซ่อมบำรุงเฉพาะทาง
Q&E INTERNATIONAL รับปรับแต่งระบบน้ำ-ลม (TAB) ในระบบปรับอากาศ
Q&E INTERNATIONAL ให้บริการปรับแต่งระบบน้ำและลมในระบบปรับอากาศด้วยกระบวนการ TAB (Testing, Adjusting and Balancing) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบ ปรับแต่ง และปรับสมดุลของระบบปรับอากาศอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม จากสถาบัน NEBB ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารที่ต้องการยื่นรายงานพลังงานต่อ พพ. เพื่อให้ระบบปรับอากาศสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
บทความเกี่ยวข้องที่น่าสนใจ:
- ทำไมถึงควรทำ Testing Adjusting and Balancing (TAB) สำหรับระบบปรับอากาศในอาคาร
- ความสำคัญของการปรับแต่งระบบน้ำ (Chilled Water System) ในระบบปรับอากาศ
- การวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของชิลเลอร์ (Chiller) สำคัญอย่างไร
- การปรับสมดุลระบบน้ำ (Water Side System) ในระบบปรับอากาศสำคัญอย่างไร
ติดต่อเรา Q&E INTERNATIONAL ได้ที่ช่องทาง
Call: 095-748-7312, 081-595-3011
LINE ID: @248hrupy
Facebook: บริษัท คิว แอนด์ อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
Email: [email protected], [email protected]







