02-019-7296 | 081-595-3011 | 095-748-7312

“Net Zero” ทางรอดจากวิกฤตโลกร้อนที่ทั่วโลกต้องเร่งทำ

“Net Zero” ทางรอดจากวิกฤตโลกร้อนที่ทั่วโลกต้องเร่งทำ

ในยุคที่ “โลกร้อน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เมื่ออุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นจนสร้างผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้าทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดด้านความยั่งยืนจึงถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญของทุกประเทศ ดังนั้นองค์กรทั่วโลกต่างกำลังเร่งเดินหน้าสู่เป้าหมาย “Net Zero” เพื่อหยุดยั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่เชื่อว่าหลายคนยังคงสงสัยว่า Net Zero คืออะไร? และเหตุใดจึงถูกมองว่าเป็นทางรอดของโลกในระยะยาว

ขณะเดียวกันคำว่า “Carbon Neutrality” ต่างมักถูกกล่าวถึงควบคู่กันจนเกิดคำถามว่า Carbon Neutrality vs Net Zero แตกต่างกันอย่างไร? และแนวทางไหนคือคำตอบที่แท้จริงในการแก้ปัญหาโลกร้อนกันแน่

ในวันนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Net Zero  และ Carbon Neutrality คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไร ทำไมทุกภาคส่วนถึงต่างร่วมมือกันขับเคลื่อนแนวคิดเหล่านี้เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

 

Net Zero คืออะไร?

Net Zero คืออะไร?

Net Zero คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” หรือความสมดุลระหว่างปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) และการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจนมีค่าสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุดไปจนถึงไม่ปล่อยเลย และกำจัดส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยวิธีการดูดซับหรือกักเก็บคาร์บอนให้เท่ากับปริมาณที่ถูกนำกลับออกจากชั้นบรรยากาศ เช่น การปลูกป่า หรือการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เป็นต้น 

ขั้นตอนสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

  1. การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
  2. การกำหนดความมุ่งมั่นในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  3. การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. การตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว
  5. การวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  6. การกำหนดแผนการดำเนินงานโดยละเอียด
  7. การดำเนินการตามแผน ติดตามและประเมินผล
  8. การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

 

Carbon Neutrality คืออะไร?

Carbon Neutrality คืออะไร?

Carbon Neutrality คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน” หรือความสมดุลระหว่างปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากกิจกรรมต่าง ๆ เท่ากับปริมาณที่ถูกดูดกลับหรือชดเชยคืนสู่ธรรมชาติจนมีค่าสุทธิเป็นศูนย์ โดยมุ่งเน้นการลดเฉพาะ “คาร์บอนไดออกไซด์” ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลักที่เกิดจากการใช้พลังงานฟอสซิล การคมนาคม และกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

  • การลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Reduction) : การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากแหล่งกำเนิดโดยตรง เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโรงงาน 
  • การดูดซับคาร์บอน (Carbon Absorption) : การดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ เช่น การปลูกป่า การฟื้นฟูระบบนิเวศ หรือการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS)
  • การชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Carbon Offset) : การชดเชยปริมาณคาร์บอนที่ยังคงเหลืออยู่ โดยการสนับสนุนโครงการที่ช่วยลดหรือดูดซับคาร์บอนในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การซื้อคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) หรือการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดและโครงการปลูกป่า เป็นต้น

 

Carbon Neutrality vs Net Zero แตกต่างกันอย่างไร?

Carbon Neutrality vs Net Zero แตกต่างกันอย่างไร?

ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)  และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เป็น 2 แนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านขอบเขตและวิธีดำเนินการที่แต่ละเป้าหมายกำหนดไว้ 

โดย Carbon Neutrality  จะเน้นเฉพาะการจัดการ “คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)” เป็นหลัก โดยวิธีการลด ดูดซับ และชดเชยคาร์บอน ในขณะที่ Net Zero เป็นแนวทางที่ครอบคลุมการลดการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก (GHG)” ทั้ง 7 ชนิด และเน้นลดการปล่อยจากต้นทางเป็นหลักให้มากที่สุดก่อนชดเชยในส่วนที่เหลืออยู่ 

 

เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเป็นอย่างไร?

ประเทศไทยได้มีการกำหนดเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2030 และตั้งเป้าหมายเพื่อบรรลุการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ประกาศแผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในที่ประชุม COP30 โดยขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 15 ปี กลายเป็นต้องบรรลุเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้เท่าทันโลก 

ซึ่งนโยบาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 จะทำให้อุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นจากความต้องการใช้สินค้าและบริการ เช่น

  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถไฟฟ้า
  • กลุ่มอุตสาหกรรมจัดการของเสีย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุฐานชีวภาพ
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

 

โดยมีแนวทางร่วมมือผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนี้

  • เร่งการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เน้นการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสีเขียว
  • เพิ่มการให้เงินสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา
  • กลไกคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)

 

แนวทางการบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission ทำได้อย่างไร?

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ได้แนะแนวทางการดำเนินงานสำหรับองค์กรเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยเริ่มจาก 8 ขั้นตอนในการดำเนินงาน ดังนี้

  1. การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร : วัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากการดำเนินงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะช่วยให้องค์กรเข้าใจบริบทและสามารถระบุกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญขององค์กร นำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การกำหนดความมุ่งมั่นในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : การตั้งเป้าหมายในระยะยาวในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางสำคัญ คือ การกำหนดให้สอดคล้องหรือดีกว่า เป้าหมายที่ประเทศกำหนด เป้าหมายในระดับสากล หรือเป้าหมายของคู่แข่งในอุตสาหกรรมนั้น รวมถึงความต้องการของคู่ค้า
  3. การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : การประเมินความเสี่ยงขององค์กรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะครอบคลุมความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) เพื่อให้เข้าใจระดับของความเสี่ยงของธุรกิจ รวมถึงแนวโน้มในการเกิดความเสี่ยง แล้วนำมาประเมินผลกระทบทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สำหรับการประเมินโอกาสจะระบุและประเมินโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ผลจากการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจะนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการความเสี่ยงและกลยุทธ์ในการลงทุนที่เหมาะสมกับบริษัทมากยิ่งขึ้น
  4. การตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว : วิธีการกำหนดเป้าหมายอาจเป็นไปตามวิธีการที่เป็นสากล ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Science-Based Target : SBT) ซึ่งเป็นการกำหนดเป้าหมายเพื่อจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดอุณหภูมิฯ ไว้ให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สอดคล้องตามความตกลงปารีสหรืออาจกำหนดเป้าหมายด้วยวิธีการอื่นๆ ที่เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพขององค์กร
  5. การวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ : เป็นการระบุมาตรการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จัดทำขึ้นเป็นกลยุทธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Strategy)
  6. การกำหนดแผนการดำเนินงานโดยละเอียด : เป็นการแปลงกลยุทธ์สู่แผนการดำเนินการโดยละเอียด กำหนดทรัพยากรที่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุน และช่วงเวลาในการดำเนินงานที่เหมาะสม โดยในการวางแผนการดำเนินงานโดยละเอียดอาจมีการนำเครื่องมือต่างๆ มาช่วยเช่นการประยุกต์ใช้การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing : ICP)
  7. การดำเนินการตามแผน ติดตามและประเมินผล : เป็นการลงมือปฏิบัติตาม แผนที่ได้วางไว้ มีการกำหนดแผนการติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน สามารถดำเนินการติดตามผลเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ การประเมินผลสำเร็จของแผน ปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการปรับปรุงแผนให้เหมาะสมมากขึ้นในอนาคต
  8. การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ : ปัจจุบันนักลงทุน คู่ค้า ลูกค้า รวมถึงพนักงานในองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เมื่อองค์กรได้ดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วก็สามารถเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินการต่อสาธารณะ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยปัจจุบันมีข้อกำหนดหรือมาตรฐานในการรายงานหรือการเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสาธารณะ อาทิ รายงานตามแบบ 56-1 One Report การเปิดเผยข้อมูลตามคำแนะนำของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) และ Carbon Disclosure Project (CDP) เป็นต้น

 

ข้อมูลอ้างอิง : คู่มือการดำเนินงานสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ “Net Zero Journey Guideline version 2023”, จาก https://ccf.tgo.or.th/wp-content/uploads/2024/10/Final_คู่มือการดำเนินงานสู่เป้าหมาย-Net-Zero.pdf

 

บทความแนะนำที่น่าสนใจ : 

 

ติดต่อเรา Q&E INTERNATIONAL ได้ที่ช่องทาง

Call: 095-748-7312, 081-595-3011

LINE ID: @248hrupy

Facebook: บริษัท คิว แอนด์ อี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 

Email: [email protected]

Share :

ข่าวสารที่น่าสนใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า